ร้านลาว

แหล่งสุมหัวกลางกรุง ของคนคิดการใหญ่

Sunday, July 24, 2005

บันทึกการประชุมสภาตีความตุลากวน

บันทึกการประชุมสภาตีความตุลากวน

ณ ห้องประชุมเปาเปียว ชั้นสอง

ผู้มาประชุม ... ... ... ....

เริ่มประชุม เวลา ๙.๐๐ น. แต่ท่านเปาฯ มาพร้อมกันในเวลา ๙.๑๕ น.

วาระที่หนึ่ง เรื่องประธานแจ้งให้ทราบ

ประธาน :

“สวัสดีครับ ท่านเปาที่รักทุกท่าน ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบว่า การประชุมสภาตีความตุลากวนนอกสถานที่ ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดโลเลบุรี ซึ่งท่านเปาหลายท่านได้มาเปรยต่อท่านตีนโรงฯ ว่าไม่เคยไปเที่ยวนั้น บัดนี้ทางสำนักตีนโรงฯ ได้จัดให้แล้วตามคำขอ โดยเราจะเดินทางไปจังหวัดโลเลบุรีในเดือนหน้า ส่วนโปรแกรมการเที่ยว เอ๊ย พบปะราษฎรในพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดโลเลบุรีนั้น สำนักตีนโรงฯจะดำเนินการเซ็ทให้อยู่กะร่องกะรอยต่อไป แต่เพื่อไม่ให้ชาวบ้านนินทา เราจะพ่วงเอาการประชุมเรื่อง “ขนมจีนน้ำยา ถือเป็นอาหารหรือเวชภัณฑ์” เข้าไปในโปรแกรมของเราด้วย”

(ท่านเปาเป่าปากเปี้ยวป๊าว)

“ส่วนข่าวร้ายที่ผมจะแจ้งให้ทราบ คือ ตามที่กฎไหสูงสุดกำหนดไว้ว่า ให้สภาเอมไพร์ส่งคนมาช่วยเราตีความตุลากวนจำนวนสองคนนั้น บัดนี้ทางสภาเอมไพร์แจ้งมาว่า สภาเอมไพร์ได้ประชุมกันแล้ว เห็นว่าชาวเอมไพร์นั้น จะหาผู้ใดทรงภูมิปัญญาและวิจารณญาณ และความสามารถในการให้เหตุผลในการตีความ เทียบเท่าท่านเปาแห่งสภาตีความของเราก็หาไม่มีแม้แต่คนเดียว ซึ่งมาตรฐานของสภาตีความเรานั้นสูงมาก ใครอ่านคำชี้ขาดแล้วก็เป็นอันอ้าปากค้างด้วยความตะลึงในจินตนาการอันล้ำลึกของเรา ดังนั้นสภาเอมไพร์จึงขอบาย ไม่ส่งคนมาร่วมสนุกกับเรา เว้นแต่ในภายภาคหน้าเราจะปรับลดมาตรฐานลงเสียบ้างค่อยมาคุยกันใหม่ จึงเรียนมาเพื่อทราบ...”

(ท่านเปาพึมพำ เพราะเสียดาย นึกว่าจะได้รับน้องใหม่)

วาระที่สอง : รับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว

นายตีนโรงฯ “จากที่คราวที่แล้ว ท่านเปาได้ตีความในญัตติว่า “หัวหอมเล็ก หมายความถึงอะไรบ้าง” นั้น ท่านได้มีมติเสียงข้างมาก 4-4-3 ว่า หอมใหญ่ที่หัวเล็กๆหน่อย อาจถือเป็นหัวหอมเล็กก็ได้ บัดนี้ทางตีนโรงได้ทำบันทึกการประชุมมาเพื่อรับทราบแล้ว โปรดเซ็นให้พร้อมเพรียงกัน

(ท่านเปาเกี่ยงกันว่าใครจะเซ็นก่อนเซ็นหลัง คนเซ็นหลังไม่เท่ อ้ะ กรูอาวุโส ให้คนอายุน้อยกว่าเอาไปเซ็นก่อนกรูถึงจะเซ็นให้ วันนี้ฤกษ์ไม่ดี เอ๊ย ผมขอเอาไปอ่านก่อนได้ป่าว ท้องผูกมาหลายวันละ เอ๊ะ ตรงนี้ผมได้พูดไว้นี่หว่าว่าหอมกับกระเทียมมันเป็นคนละเรื่อง ทำไมคุณไม่เขียนลงไปวะ เฮ้ย ถ้าไม่เติมให้กรูไม่เซ็นโว้ย ฯลฯ )

วาระที่สาม : การตีความเรื่อง “ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ถือเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำหรือก๋วยเตี๋ยวแห้ง”

ท่านเปาจรวย “เรื่องนี้ผมบอกแล้วไงว่าเราไม่ควรรับตีความ คุณอ่านหนังสือกันไม่ออกหรือ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าน่ะ มันไม่มีทั้งคำว่า “แห้ง” และคำว่า “น้ำ” ซึ่งเมื่อมันไม่เขียนไว้ มันจะเข้าพวกเขาได้อย่างไรละครับ คุณ ป้ะธ่อ”

ท่านเปาปัญญา (นั่งส่องพระ พลางพึมพำคาถายอดพระกัณฑ์ตรีปิฎก)

ท่านเปาเอกพล “ผมคิดว่า เรื่องนี้ เราต้องลองเอามือแตะดูครับท่านประธาน ว่าถ้าเรารู้สึกว่ามันไม่แห้ง มันก็ต้องเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำแน่นอน”

ท่านเปาเสงี่ยม “เอ ท่าน แต่ก๋วยเตี๋ยวแห้งมันก็ยังมีน้ำขลุกขลิกนา แต่ผมเห็นว่าก๋วยเตี๋ยวแห้งต้องโรยถั่วด้วย ถึงจะอร่อย”

ท่านประธาน “อืม น่าสนใจ การมีน้ำขลุกขลิกน่าจะมีนัยสำคัญต่อการพิจารณาถึงความเป็นแห้งเป็นน้ำของก๋วยเตี๋ยวได้ หากก๋วยเตี๋ยวแห้งมีน้ำขลุกขลิกได้ เราก็ต้องพิจารณาว่า น้ำราดของราดหน้านั้นถือเป็นน้ำขลุกขลิกหรือไม่ ดังนั้นราต้องหานิยามของคำว่า “น้ำขลุกขลิก” ให้ได้เสียก่อน”

ท่านเปาศิรบาศก์ “อ้ะ ไม่ได้นะคุณ คนขอให้ตีความเขาขอให้ตีความแค่ว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งหรือน้ำ หากเราไปพูดเรื่องน้ำขลุกขลิกอะไรนั่น เป็นการตีความนอกสำนวน เพิ่มจากคำถาม เราตีความให้ไม่ได้หรอก”

ท่านประธาน “เอ่อ สภาตีความของเราไม่เหมือนสภาตาชั่งหรอกคุณ เราสามารถตีความได้ตามต้องการเพื่อให้ได้คำตอบตามที่เขาขอมาตะหาก”

ท่านเปาศริบาศก์ “ไม่ได้หรอกท่าน สภาไม่ว่าจะสภาไหน สภาตาชั่ง สภาเจได สภาเอ็มไพร์ หรือแม้แต่สภากาชาด สภามวยโลก หรือโอสถสภาเต็กเฮงหยู ต่างก็มีกฎว่าห้ามตีความเกินคำถามทั้งนั้น ไม่เชื่อถามท่านเปาปัญญาดูซี”

ท่านเปาปัญญา (ยังคงนั่งส่องพระ พลางพึมพำคาถายอดพระกัณฑ์ตรีปิฎกต่อไป)

ท่านเปาแมนสรวง “ผมเห็นว่า สาระสำคัญของก๋วยเตี๋ยวน้ำคือการซดน้ำ หรือการมีน้ำซุป และกินก๋วยเตี๋ยวไปกับน้ำซุป ดังนั้นก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ไม่มีน้ำซุปให้ซด น้ำราดหน้านั้นมีไว้กินเหมือนซอส เหมือนกับซอสพาสต้า ดังนั้นราดหน้าคงจะกล่าวว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำไปไม่ได้”

ท่านเปาเอกพล “คุณเคยกินบะหมี่แบบฮ่องกงไหมล่ะ นั่นน่ะ บะหมี่แห้งเขาจะมีน้ำซุปถ้วยเล็กๆ มาให้ซดเล่นถ้วยหนึ่ง ถ้าคุณมองว่า การมีน้ำซุปไว้ซดเป็นสาระสำคัญของก๋วยเตี๋ยวน้ำแล้ว ก๋วยเตี๋ยวแห้งฮ่องกงทั้งหมดจะถือเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำไปทั้งหมดทันที ซึ่งขัดต่อหลักก๋วยเตี๋ยวธรรมเป็นอย่างยิ่ง”

ท่านเปาแมนสรวง “เออ จริงของคุณว่ะ”

ท่านประธาน “ท่านเปาเสงี่ยม มีอะไรจะเสริมไหม”

ท่านเปาเสงี่ยม “ผมว่าราดหน้าจ๊ากี่ แถวอนุสาวรีย์ชัยอร่อยที่สุดแล้วครับท่านประธาน”

ท่านเปาปัญญา (วางคันฉ่องส่องพระลง) “เรื่องนี้ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรแม้แต่น้อยครับท่าน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่งที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ เพราะประเทศไหของเรามีการรับประธานก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่สมัยท่านจอมพล ป. มาแล้ว สมัยนั้นก็มีเพลง ก๋วยเตี๋ยวเอ้ย... ก๋วยเตี๋ยวมาแล้วจ้า ก๋วยเตี๋ยว...มาแล้วจ้า ก๋วยเตี๋ยวจ้า ก๋วยเตี๋ยว โอ้ย... ของไทยใช้พืชผล เกิดในไทยรัฐทั้งสิ้น ทรัพย์ในดิน หาได้ทั่วไป ช่วยซื้อขายกันให้มั่งมี เพราะไทยเรานี้ ช่วยกัน ตลอดไป ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตั้งแต่มีกฎไหสูงสุดขึ้นมานั่นแหละ คนมันสงสัยอะไรกันเรื่อยเปื่อย กะอีแค่ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าก็สงสัยว่ามันจะแห้งจะน้ำ ก็กินๆเข้าไป อย่างสงสัยให้มาก ผมละเกลียดนัก พวกช่างสงสัยอะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีเงินกินก๋วยเตี๋ยวก็ไปกินข้าวราดแกงแล้วกัน ถูกไหมครับ ผมจะเขียนหนังสือเล่มเล็กๆเรื่อง “ปัญหาก๋วยเตี๋ยวที่เบาหวิวเหลือทน” ออกมาแน่ๆ ถ้ายังไม่เลิกเถียงกัน”

ท่านเปาปั่น “ผมติดใจนิดเดียวครับท่าน ว่าการที่ผู้ตั้งประเด็นเสนอมาว่า ก๋วยเตี๋ยวราดหน้านั้นไม่จัดเข้าพวกกับก๋วยเตี๋ยวใด แต่เป็นก๋วยเตี๋ยวอีกชนิดหนึ่ง ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับหรือไม่ ? เพราะผู้อ้างได้ยกตัวอย่างพาสต้าของอิตาลี ก๋วยจั๋บญวน ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การนำตัวอย่างจากประเทศเหล่านี้มาปรับใช้กับไหแลนด์ เกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสภาบันสูงสุดด้วย ผมเห็นว่าไม่ควรนำประเด็นนี้มาพิจารณา ของคุณครับ”

เปาเสงี่ยม (หาว)

ท่านประธาน “ผมว่าเที่ยงแล้ว เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า มีอะไรกินละหือ วันนี้ ท่านตีนโรงฯ”

ตีนโรงฯ “เราจัดก๋วยจั๊บไว้ครับ”

ท่านประธาน “ตกลงก๋วยจั๋บนี่มันเป็นก๋วยเตี๋ยวไหม ?”

ท่านเปาจรวย “เขียนก็ไม่เหมือนกันแล้วท่าน”

............................................................

วาระสุดท้าย

นายบรรทัด เงยหน้าขึ้นจากกระดาษเอสี่แผ่นนั้นด้วยสีหน้าขุ่นมัว

“ไอ้เจียก มึงอยากตกงานไหม”

“ไม่ครับ”

“ไม่อยากตกงาน มึงเอารายงานการประชุมหอยหลอดเนี่ยลงเครื่องย่อยเอกสารไป แล้วเขียนมาให้กูใหม่ ไม่ต้องลงทุกคำพูดก็ได้ เข้าใจไหม ไอ้เปรต !!!!

คนตาบอด สอบเศรษฐศาสตร์

ฮะแฮ่ม ในที่สุดกระผมก็มา

หลังจากหายไปตามสัญญา

เหลือเชื่อจริงๆเลยว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก นับจากวันที่ไปเลี้ยงส่งเหล่าเสือรุ่นเยาว์ไปเข้าสำนักแดน แล้วกระผมกลับมาธาตุไฟแตกซ่านไปสามวัน(กินเหล้าแล้วไข้ขึ้น)จนถึงตอนนี้

ปัญหาก็คือ เวลาผ่านเร็ว งานไม่ผ่าน หยุดเฉยมานาน โอ้แย่จิงจิ้ง

อ้า..เข้าเรื่องดีกว่า

พอดีคิดหามุขตลกมาเขียนอยู่นาน แต่ก็คิดไม่ออก วันนี้ไปเจอเรื่องน่าสนใจมา เลยเอามาเล่าให้ฟังดีกว่า

คือตอนนี้เนี่ย ผมสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นให้กับนักศึกษาที่ไม่ใช่คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กรัฐศาสตร์และวารสารศาสตร์ (โอ๊ะ พี่ปิ่น พี่Strawhat อย่าเพิ่งอิจฉา ฟังให้จบก่อน) และส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

อันนั้นจริงๆก็ไม่น่าสนใจอะไร (หรือเปล่า???)

ที่น่าสนใจก็คือ ปีนี้มีนักศึกษาตาบอดมาเรียนกับผมด้วยคนนึง

เอาล่ะสิ นักศึกษาตาบอด มาเรียนเศรษฐศาสตร์ เริ่มมีประเด็น

สิ่งที่ผมได้สังเกตจากการได้สอนเด็กตาบอดก็คือ วิชาอย่างเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน แม้กระทั่งระดับเบื้องต้น ยังตีตัวออกห่างจากการขายไอเดียล้วนๆไปพอควร

คือผมสังเกตยังงี้ครับ เนื่องจากผมสอนคู่กับอาจารย์อีกท่าน และเวลาที่ผมไม่ได้สอน ผมจะมานั่งอยู่ข้างเด็กที่ตาบอด คอยบอกเขาว่าอาจารย์อีกท่านกำลังสอนอะไรอยู่

ผมเลยลองหลับตาฟังดูบ้าง ดูซิว่าจะเป็นยังไง

เอ่อ ลองแล้วครับ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

มีแต่บอกว่ากราฟนั้นเป็นยังงี้ เอา AB หาร AC เส้น Supply เคลื่อนไปทางขวา จุด a ย้ายไปจุด b

ก็น่าสนครับ คือการสอนเศรษฐศาสตร์แบบใช้กราฟมันก็ง่ายดี อธิบายง่าย ไม่ต้องเสียเวลาไล่ Logic แบบยืดยาว เพราะกราฟมันช่วยเติมเต็มให้ได้

แต่ปัญหาก็คือ "มันเป็นแค่เครื่องมือ"

มันควรจะใช้ช่วยอธิบายไอเดียหลักๆของการเรียน ช่วยให้การเรียนง่ายขึ้นมากกว่า ไม่ใช่เน้นแต่การใช้ตัวมันอย่างเดียว

นั่นก็เป็นข้อหงุดหงิดบางประการของการสอนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นร่วมกับอาจารย์ท่านอื่น ซึ่งผมเองยังไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะเป็นเด็กซีต่ำ (แปลว่าเป็นผู้น้อย) เคยพยายามแล้ว แต่ยังไร้ผล คงต้องรอโอกาสเหมาะๆสักพัก ไม่งั้นความพยายามปฏิรูป อาจกลายเป็นระเบิดพลีชีพ (ใช่มะครับ)

แล้ววันนี้นี่ล่ะครับ เป็นวันสอบกลางภาค

ผมเองก็มีหน้าที่ต้องไปช่วยคุมสอบ พอดีไปถึงก็มีอาจารย์ท่านอื่นอยู่ด้วย

ผมก็เลยขอตัวไปดูน้องที่ตาบอดสอบ เพราะเขาจะอยู่แยกไปอีกห้องนึง ซึ่งจะมีอุปกรณ์พิเศษให้

อุปกรณ์ที่ว่านี่ก็ไม่มีอะไรครับ เป็นคอมที่คอยขานตัวอักษรที่พิมพ์ และเมื่อพิมพ์ไปแล้วเอาตัวCursorมาจ่อหน้าคำไหนมันก็จะอ่านคำนั้นและคำหลังจากนั้นไปเรื่อยๆ

เหมือนมันจะง่ายนะครับ แต่จริงๆแล้วยากโคตร เพราะน้องเขาต้องคอยเอาCursorจ่อสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ไปอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่เขาหยุดคิดแล้วกลับมาพิมพ์ใหม่

ลองหลับตาพิมพ์คอมดูละกันครับ พิมพ์ยาวๆนะครับ(ห้ามลืมตามองล่ะ)คงพอได้ความรู้สึก

เห็นแล้วรู้เลยครับ ว่าเราทั้งหลายที่ครบ 32 เนี่ย โชคดีจริงๆ

นี่เวลาเขาสอบทีเขาต้องลำบากกว่าคนอื่นเยอะ แล้วยิ่งนึกย้อนกลับไปถึงเวลาเขาเรียน เวลาเขาทบทวน (น้องเขาใช้ฟังเอาจากบันทึกเสียงที่อัดไว้ในห้อง)คิดแล้วความพยายามกับความอดทนของเราเนี่ยจิบจ๊อยมากเมื่อเทียบกับเขา

ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ น้องเขาไม่สามารถวาดรูปอะไรได้ และคอมที่ใช้เนี่ย ก็ใช้วาดรูปไม่ได้

ก็เลยเป็นข้อสอบเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีกราฟเลย

น่าสนครับ ว่าจะให้คะแนนยังไง ส่วนตัวผมเองที่ตรวจข้อนึง คงให้ตามไอเดีย แต่อาจารย์ท่านอื่นที่ตรวจข้ออื่น เขาจะให้ยังไงก็ไม่รู้
(ลืมบอกไป ว่าจแยกข้อสอบกันตรวจคนละข้อครับ และก็แยกของน้องตาบอดจากคนอื่นๆไว้)

เป็นท่านๆที่นี่จะให้คะแนนยังไงดีครับ ช่วยคิดหน่อยก็ดี เพราะเดี๋ยวก็คงจะเริ่มตรวจแล้วครับ

ที่เล่ามาก็ไม่มีอะไรมากครับ

เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่น่าคิดดี โดยเฉพาะสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ (ลองคิดดูว่าจะสอนคนตาบอดยังไง)และเป็นเกร็ดเล็กๆ ว่าคนตาบอด จะทำข้อสอบยังไง(ระบบที่พูดถึง เป็นระบบใหม่ล่าสุดของมหาลัยธรรมศาสตร์)

สุดท้ายก็คงเป็นประเด็น เรื่องความพยายามครับ ต้องนับถือจริงๆ ที่น้องเขาฝ่าฟันมาเรียนในระดับปริญญาตรี และยังต้องฝ่าฟันเรียนแข่งกับคนอื่นๆ ที่ได้เปรียบเขาหลายต่อหลายเท่า ผมล่ะรู้สึกผิดเลยครับ ที่ทำงานไม่ออกหลังธาตุไฟแตกซ่าน แม้จะอ้างได้ว่าไม่ค่อยสบายก็เหอะ

ป.ล.เอ่อ น้องเขาเป็นผู้ชายนะครับ ไม่ใช่ผู้หญิง เดี๋ยวพี่ปิ่นจะหาว่าผมใส่ใจเขาเป็นพิเศษเพราะเหตุผลอื่น

Wednesday, July 06, 2005

คำแก้ตัวจากต่ายน้อย

เพ่ๆครับ

ผมมีเรื่องมาสารภาพ

อาทิตย์ก่อนผมมาโพสเรื่องไว้เรื่องนึง เป็นการเล่าเรื่องอะไรให้ฟังเกี่ยวกับจารย์ผมเล็กน้อย

ไหงโพสใส่ไปแล้วมันหายไปซะงั้น

ไอ้ที่เก็บไว้ก็ดันลบทิ้งไปแล้ว เพราะเห็นมันโพสลงไปได้แล้ว

แหะๆ

หายไปเลย จะเขียนใหม่ก็ยังไม่มีเวลา

เดี๋ยวอาทิตย์หน้ามาซ่อมให้ครับ

...................
ต่ายน้อย

Friday, June 24, 2005

ลูกทรพีนินทาป๋า...

น้องๆ ตราขาวขวด โซดาครึ่งโหล เบียร์เหรอ ? ไม่เอาว่ะ พวกเราไม่กิน

เฮ้ย พวกนายรู้จักป๋าฉันกันป่าว ไหนยกมือสิ เอ้อ เห็นป้ะ ไอ้ท่อกก็รู้จัก ไอ้กระต่ายน้อยก็พยักหน้า แปลว่าป๋าฉันนั้นดังพอสมควรนะเนี่ย ดีกว่านักการเมืองบางคนแถวๆบางบอน ที่ลูกตัวเองยังจำไม่ได้เลยว่าใครเป็นพ่อ ต้องคอยไปถามคนตามผับตามเทค

อะไรนะ ป๋าฉันให้แกหาโปรเจคขายขี้ ? โอ้ย เด็กๆว่ะเพื่อน ถ้าเทียบกับวีรกรรมที่แกก่อ “อำ” ทำเข็ญกับสมาชิกในครอบครัวแล้วนี่ เรื่องแค่นี้แทบนับเป็นผลงานไม่ได้ด้วยซ้ำ

อยากฟังเหรอวะ ... ได้... เฮ้ย ใครอย่าทะลึ่งเอาไปฟ้องป๋าข้านะเฟ้ย

เรื่องที่หนึ่ง ครั้งหนึ่งเราไปเที่ยวฮ่องกงกันสี่คนพ่อแม่ลูก (สอง) เย็นวันหนึ่งเราจะไปกินข้าวกัน ฉันกับป๋าลงมารอกันที่ล๊อบบี้ตั้งนานแล้ว แต่แม่ฉันยังแต่งตัวไม่เสร็จ รอแล้วรอเล่า รอจนป๋าลมเสีย สักครู่แกก็ไปขอใช้โทรศัพท์ภายในของโรงแรม

กริ๊งๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องพัก แม่ฉันรับ

“เฮลโหล” แม่ฉันตอบรับด้วยภาษาอังกฤษหนึ่งในสามร้อยคำที่แกรู้
“ฉี่หวา ตุงฟังกวงพ้วย จูล่งเลี๊ยะพะลิโป้ เฮียเฉาเก๋าอ๋า ?” ปลายสายอีกด้านระรัวมาเป็นภาษาจีน ที่ไม่มีคนจีนภาษาใดฟังออก
“ฮะ เฮลโหล ฮู อาร์ยู ดิสอิส เอ่ รูม นัมเบอร์ ทูฮันเดรท ไฟว์” แม่ผมละล่ำละลักตอบ
“กี่อ๋า ? ตงเฮงปู๋เจียวโกหล่าย เกี๊ยมไฉ่ เจี๊ยะปึ้ง หอ ฮ่อ” เสียงอีกฝ่ายยังพยายามชวนคุย
“แคน ยุ สะปิ๊ก อิงลิช” แม่ผมร้องถามด้วยเสียงอันแสนวิตก
“อั้งม่อ อั๊ว บ่อ มิไก๊ น่อ ลื้อเจี๊ยะหนำเลี๊ยบ ติ๊กก่ออ้ะ”
...
ไม่ถึงนาทีต่อมา แม่ผมลากน้องคนเล็กถูลู่ถูกังลงมาจากห้องพัก ละล่ำละลักบอกป๋าว่า “นี่ๆ มีคนจีนที่ไหนก็ไม่รู้โทรไปห้องเรา”

ป๋าปล่อยหูโทรศัพท์แล้วหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง....

..................................................

อย่างที่รู้ ว่าป๋าผมพูดภาษาอังกฤษเก่ง และใช้ภาษาไทยได้ดี จนสอนหนังสือได้ แต่ป๋ายังมีความสามารถด้านภาษาที่เหลือเชื่อ

ตอนที่ผมเตรียมเรียนภาษาฝรั่งเศส เพื่อจะมาเรียนที่นี่ ป๋ามักจะชวนผมคุยเสมอ ในตอนที่ขับรถพาไปเรียนพิเศษ ประมาณว่า ถ้าจะพูดอย่างนั้น ถ้าจะตอบอย่างนี้ จะว่าเป็นภาษาฝรั่งเศสได้ว่าอย่างไร

ครั้งหนึ่งป๋าถามว่า “ประโยคนี้แปลว่าอะไร ... T’as mond du voir non bonne le bien

ผมคิดหัวแทบแตก “ไม่รู้อ้ะ ป๋า”

ป๋าหัวเราะก๊าก “ก็ “ตามองดูวัว นอนบนระเบียงไง”

เออ นั่นสิเนาะ ...

อันที่จริง ผมตกหลุมพรางวิชาฝรั่งเศสของป๋าครั้งนี้เป็นรอบที่สองแล้ว หลังจากแกอำว่า หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสเล่มหนึ่ง ประสบความสำเร็จมากในประเทศไทย ยอดพิมพ์บางวันสูงกว่าไทยรัฐเสียอีก คือหนังสือพิมพ์ “Le Bien !” ... เลอ เบียง หรือ “เรียงเบอร์” ไงเพ่... เรียงเบอร์ไหมครับ เรียงเบอร์...

..................................................

บางทีการอำของป๋านั้น ออกไปทางหลักวิชาการมาก เนียนชนิดที่ว่าใครตั้งสติไม่ดี จะถูกอำหัวปักหัวปำไปตามๆกัน

บ้านเรานิยมอ่านหนังสือนิยายชุดนักสืบ ของ อากาธา คริสตี้กันมาก ในห้องสมุดของบ้านต้องอุทิศชั้นหนึ่งชั้น เพื่อวางหนังสือชุดของอากาธา คริสตี้

วันหนึ่ง ป๋าเล่าให้ฟังว่า อากาธา คริสตี้ จริงๆแล้วเป็นคนอังกฤษเชื้อสายอินเดีย มีชื่อเป็นภาษาฮินดูว่า "อกฐา กีรติ”

อย่าลืมนะครับ ... พ่อผมเป็นนักอ่านตัวยง พูดอย่างนี้ใครก็เชื่อ คนที่ตกเป็นเหยื่อ คือคุณนายแม่ที่น่าสงสารของผมนั่นเอง

แม่เอา “องค์ความรู้” ที่ได้จากป๋านี้ ไปถ่ายทอดให้เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ ฟัง เป็นเวลาเกือบห้าปี ป๋าถึงจะเฉลยว่า เรื่องที่เล่าไปนั้น อำล้วนๆ เลย

จำได้ว่าแม่โกรธมาก ไม่ยอมคุยกับป๋าเป็นเวลาห้าวัน ในข้อหาที่ทำให้หน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ ต่อหน้าธารกำนัน

..................................................

บ้านเราชอบติวหนังสือกันในรถ วันหนึ่งน้องสาวคนกลางผมต้องสอบวิชาอะไรสักวิชาก็ไม่รู้ ที่จำต้องจำว่า นักคิดคนสำคัญทั้งไทยและเทศ คิดและเขียนหนังสือ อะไรบ้าง

ขณะที่ขับรถไป ป๋าก็ยิงคำถามให้น้อง
“แมคคีอาเวลี ?”
“เขียนเรื่อง “เจ้าชาย” เกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจรัฐของผู้ครองอำนาจ” น้องผมตอบ
“ณอง จาร์ก รุสโซ ?”
“เขียนเรื่อง “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” พูดเรื่องอำนาจอธิปไตยว่ามาจากไหน” น้องผมยังแม่น
“อังตวล แซง เต็ก ซูเปรี ล่ะ ?”
“เขียนเรื่องเจ้าชายน้อย”
“จิตร ภูมิศักดิ์ ?”
“โฉมหน้าศักดินาไทย”
“ป. อินทรปาลิต เอ้า”
“สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน”
“บุญชิต ฟักมี”
“ตีความตุลากวน”
ป๋านิ่งไปสักพัก
“วุฒิชัย แจ่มฉิว”
คราวนี้น้องผมอึ้ง “คนนี้ไม่รู้จักจริงๆอ้ะป๋า”
“เฮ้อ” ป๋าผมถอนหายใจด้วยความสลด “การอ่านหนังสือมากๆ นั้นก็ดีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ควรเงยหน้าขึ้นมาดูโลกกว้างเสียบ้าง คำถามของป๋ากี้ ถ้าเพียงเงยหน้าขึ้นมา มองไปข้างหน้าก็จะรู้...”

น้องสาวผมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ มองไปข้างหน้า พบว่าป๋ากำลังขับรถตามรถเมล์สาย ปอ. 29 คันหนึ่ง...

ชื่อพนักงานเก็บสตางค์ (พกส.) ของรถคันเมล์นั้น คือ

“นาย วุฒิชัย แจ่มฉิว”

.................................................
เอาล่ะครับ ตราขาว โซดามาแล้ว เชิญๆ ไม่ต้องเกรงใจ งานนี้ให้ท่อกจ่าย !!!!

Friday, June 17, 2005

เรื่องของนายท่อก กระหล่ำปลีกุล


"ลองกันใหม่ กำลังใจเราดี ไม่แพ้ใคร
เราสู้กับเขา คุมพวกเข้า ได้พร้อมหน้า
เล่นกันอีกที แรงเรามี ทั้งใจก็กล้า
จึงได้ชัยมา เพราะจรรยา พวกเรามี"

--เพลงอีกสี่สิบปี ประัพันธ์คำร้องโดย ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาี มาลากุล ณ อยุธยา

ตื่นนอนมาตอนตีสี่
เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของนายท่อก กะหล่ำปีกุล ชายซึ่งมีฐานะพอประมาณ แต่ใฝ่เรียนสูง

เ มื่อปลายเดือนก่อน สำนักงานฝ่ายบุคคลประกาศรับสมัครบุคคลเข้าคัดเลือกเพื่อรับทุนศึกษาต่อในควา มต้องการของกระทรวงบัวแก้ว สถานที่ทำงานตามฝันนายท่อก ที่เขาเพิ่งสอบสนามใหญ่เข้าทำงานได้ดั่งใจหวัง เมื่อปลายฤดูหนาวศกก่อน ยามสายลมตึงพัดผ่านสนามหลวง ที่ผู้คนพร้อมใจมาชักว่าวติดลมบนกันสนุกสนานสำราญหฤทัย

ย้อนกลับไปก่ อนหน้าราวปีกว่า มูลนิธิการศึกษาชื่อวุฒิสมาชิกอเมริกัน ประกาศผลผู้ได้รับทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโท ณ สหรัฐอเมริกา ชื่อของนายท่อกฯ ปรากฏหราอยู่ในใบรายชื่อที่ส่งผ่านล่องลอยมาทางโลกหน้าจอเครื่องสมองกล (ที่โง่งี่เง่ากว่าสมองมนุษย์เหลือคณานับ)

ต้นเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2547 อันเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลไทยชุดแรกหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการนำของชายหน้าเหลี่ยม นายท่อกฯ ร่ำลาคุณนายมหานาสิก อันเป็นที่รักยิ่ง ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นนักเรียนนอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่ดอกเตอร์ดิเรกฯ แนะนำว่าก้าวล้ำกว่าแดนภารตะหลายร้อยเท่า จึงน่ามาเรียนต่อเป็นที่สุด

เมื่อคืนวาน คุณบุบผาชาด ลูกสาวคนโตของคุณนายมหานาสิก ซึ่งเป็นมารดาของนายท่อกฯ ยกหูโทรศัพท์จากบางกอกข้ามครึ่งโลกหาลูกชาย เพื่อแจ้งข่าวว่าลูกไม่มีชื่อในใบรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์เข้ารับทุน กระทรวงบัวแก้ว ผ่านสำนักงานฝ่ายบุคคล ที่เพิ่งประกาศให้สาธารณชนทราบ

นายท่อกฯ รับทราบข่าว (ไม่สู้จะ) ดีนั้นด้วยใจทุกข์ทน

ตาสว่างเมื่อตอนฟ้ายังไม่สาง
น ายท่อก กะหล่ำปีกุล เรียนวิชาการบริหารราชการ ณ โรงเรียนต่างประเทศ ในสังกัดของมหา'ลัยสไปเดอร์แมน เขามุ่งหวังว่าจะเรียนให้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง (Economic and Political Development) โดยศึกษาใ้ห้ลึกซึ้งในประเด็นสิ่งแวดล้อม ภายใต้ดีกรีบริหารราชการ (M.P.A: Master of Public Administration)

โรงเรียนแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้ นในยุคสงครามเย็น ที่สหรัฐอเมริกามุ่งหวังศึกษารัฐต่างชาติ เพื่อทำความเข้าใจในการดำเนินนโยบายสร้างความเป็นใหญ่ให้ตัวเองและเข้าล้างส มองประเทศด้อยพัฒนา (ในสายตาไอ้กัน)

มูลนิธิการศึกษาชื่อรัฐสภาอเมริ กันเมตตาใุห้ทุนการศึกษาเป็นเงินก้อนแก่นายท ่อกฯ ประมาณร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด สำหรับศึกษาเล่าเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแทกซี่เหลือง ตลอดปีแรกของปริญญาโท

ในปีที่สอง ทางมูลนิธิฯ จะลดการสนับสนุนด้านการเงินเหลือเพียงประมาณ 14,000 เหรียญสหรัฐต่อค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งปีที่มีอยู่ประมาณ 50,000 เหรียญ ด้วยเห็นว่าผู้ได้รับทุนจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะหาแหล่งทุนจากแหล่งอื่น หลังจากเริ่มปีกกล้าขาแข็งโบยบินเห็นช่องทางมาแล้วหนึ่งปี

แต่นายท่อกฯ บินไม่เก่ง และยังเป็นนายท่อกคนเดิมอยู่วันยังค่ำ จึงไม่มีสามารถหาทุนสนับสนุนได้ดังใจปรารถนา

ด ูเหมือนว่าประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกใหุ้ทุนการศึกษาในความต้องการของกระทร วงบัวแก้วที่ผ่านหูมาในช่วงปลายภาคเรียนที่สองของเขาฉบับนั้น จะเป็นความหวังที่เฉียดความจริงของนายท่อกที่สุด

แม้เขาจะรู้แก่ใจว่า โอกาสจะเลือนลางแค่ไหนก็ตามที

แม้ฟ้ายังมืดมิดไม่เป็นใจ
ก ระทรวงบัวแก้วต้องการบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐศาสตร์ด้านการพ ัฒนา ตะวันออกกลางศึกษา และจีนศึกษา จึงขอให้สำนักงานฝ่ายบุคคลเปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลที่ำกำลังศึกษาอยู่ในต่ างประเทศในสาขาวิชาดังกล่าว

นายท่อก กระหล่ำปลีกุล เห็นโอกาสเหมาะเจาะ เพราะกำลังศึกษาอยู่ในวิชาที่อาจเกี่ยวข้องกับสาขาที่เปิดสมัครอยู่พอดี ในขณะที่ทุนลางที่มีอยู่โดยการสนับสนุกจากครอบครัวก็เริ่มร่อยหรอ

เข าจึงร่อนใบสมัคร พร้อมหลักฐานครบครัน ด้วยความหวังว่าทางคณะกรรมการคัดสรร ของสำนักงานฝ่ายบุคคล จะเห็นว่าคุณสมบัติของเขาก็เหมาะสมที่จะเข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ไม่แพ้กับคนที่กำลังเรียนเพื่อมุ่งสู่ดีกรีด้านเศรษฐศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจโดยตรง

นายท่อกฯ มีความสนใจในสองด้านดังกล่าวเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนหน้ามีแล้ว ดังเห็นได้จากวิชาที่เขาเลือกเรียน ซึ่งนอกจากจะเป็นวิชาที่เขาหวังว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติราชการในกร ะทรวงบัวแก้วอันเป็นที่รักยิ่งของเขา เมื่อจบการศึกษา ยังเป็นวิชาที่มุ่งให้รู้เกี่ยวกับแนวทางด้านการพัฒนา โดยเน้นในเรื่องเศรษฐกิจที่เขาเชื่อว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัม พันธ์ระหว่างประเทศยุคปัจจุบัน เหนือประเด็นทางการเมืองที่สิ้นสุดลงพร้อมกับการพลังทลายของกำแพงเบอร์ลิน และแตกกระุจุยกระจายเป็นเสี่ยงๆ เมื่อสหภาพโซเวียตล้มลง

ตลอดสองเทอม ที่ผ่านมาเขาเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับบริหารราชการ เศรษฐศาสตร์เข้มข้น พร้อมวิชาเลือกที่มีประเด็นดานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมไปถึงวิชาพฤกษศาสตร์ เพื่อต้องการเรียนรู้ถึงวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ผ่านเรื่องที่เขาสนใจ โดยเขาหวังว่าคณะกรรมการคัดสรรฯ จะเห็นความตั้งใจของเขาในการที่จะเป็น "ผู้รู้รอบ" (generalist) ที่รู้ดี (specialist) ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญของข้ารัฐกระทรวงบัวแก้ว ตามความเข้าใจส่วนตัวของนายท่อก

ปล่อยให้เป็นเรื่องของชะตากรรม ดังที่นายท่อกถือความจริงข้อนี้เป็นสัจจะธรรมแห่งวิถีชีวิต

เมื่อฟ้าสาง ความตั้งใจยังไม่เปลี่ยนแปลง
แ ม้นายท่อกจะไม่ได้โอกาสแม้แต่เพียงเข้าสอบสัมภาษณ์ดังหวัง ด้วยเหตุที่ไม่ผ่านเข้าสอบสัมภาษณ์เพื่อรับคัดเลือกรับทุนกระทรวงบัวแก้วที่ ว่านั้น เขาก็เฝ้าเตือนตัวเองให้อย่าโอนเอียง หรือน้อยใจที่ไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว จากสถานที่ทำงานที่เขาเป็นลูกหม้อ และตั้งใจอุทิศตัวทำงานด้านการติดต่อต่างประเทศให้รัฐตลอดลมหายใจที่เขาพึงม ี

ตั้งแต่เด็ก นายท่อก กระหล่ำปลีกุล ฝันอยากเป็นนักการทูต อีกที่บ้านของเขาสนับสนุน เพราะเป็นการทำงานให้กับราชการ ตามที่บรรพบุรุษของเขารับใช้มารุ่นต่อรุ่นด้วยความภักดี และในที่สุด ความฝันของเขาก็เป็นจริง สามารถเข้าทำงานในกระทรวงบัวแก้วอันทรงเกียรติได้อย่างภาคภูมิใจ โดยมิได้ใช้เส้นสายแต่ประการใด เขาเชื่ออย่างนั้น เพราะเขามิได้ปริปากให้ที่บิดามารดร หรือใครๆ รับรู้เมื่อเขาเข้าสนามสอบหลายนัด ด้วยเขาอยากใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อเข้าทำงานที่เขาจะภาคภูมิใจ ได้ตลอดชีวิต

ก ารที่ไม่ได้รับโอกาสแม้แต่เพียงผ่านเข้าไปในรอบสอบสัมภาษณ์ โดยพิจารณาแต่เพียงใบสมัครรับคัดเลือกของนายท่อกฯ เช่นนี้เป็นการตัดสินใจอันชอบธรรมของคณะกรรมการคัดสรร ซึ่งเขารู้ดีว่าโปร่งใส และยุติธรรม

แ ม้จะทำให้การเรียนของเขาหนักหน่วงขึ้นมาก เพราะด้วยทรัพยากรทางการเงินที่จำกัด ซึ่งนายท่อกฯ จะต้องแบมือขอจากคุณพ่อพุงโต และคุณนายมหานาสิก เพื่อให้สำเร็จศึกษาภายในภาคเรียนหน้า สิริรวมทั้งสิ้น 3 ภาคเรียน หรือปีครึ่ง จากเวลามาตรฐาน 2 ปี เขาจึงเลือกแนวทางนี้

โชคดีที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้้า ภาคเรียนที่ผ่านมาเขาจึงลงวิชาเรียนมากพอที่จะจบการศึกษาภายในเวลาอีกหนึ่งภาคเท่านั้น

เ มื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาโทแล้ว นายท่อก กระหล่ำปีกุล อาจจะใช้เวลานั้นเดินทางเพื่อเรียนรู้โลก และผู้คน ก่อนเข้าลงสนามทำงานจริง ในกำหนดเวลาที่เขาลาราชการมาเรียนต่อ ซึ่งจะลิ้นสุดลงในปลายเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า

เ มื่อเข้าทำงานแล้ว นายท่อกฯ ปวารณาตัวรับใช้ราชการอย่างสุดความสามารถที่พึงมี เขาจะทำหน้าที่ด้วยความชอบธรรม มิให้กิเลศมาครอบคลุมคุณค่าที่เขามี โดยละเว้นกิจการใดๆ ที่ "ฉ้อราษฎร์" และ "บังหลวง" อีกดำรงพร้อมซึ่งความเป็น "คนดี" ตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากที่โรงเรียนและบ้านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

แ ม้ครอบครัวเขาจะมีฐานะปานกลาง ด้วยเหตุเป็นครอบครัวราชการมาหลายรุ่น จึงได้แต่กินสมบัติเก่า แต่นายท่อกฯ ก็ตัดสินใจเลือกชีวิตดังกล่าว ด้วยเหตุเขามุ่งยึดติดกับ "อุดมการณ์" และ "คุณค่า" ที่เขาได้สั่งสมมาตลอดชีวิต เหนือ "ความจริง" และ "เม็ดเงินก้อนโต" ที่อาจจะทำให้เขามีความสุขกับเรื่องอื่นของชีวิตในระดับที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากการครอบครองตัวเลขจำนวนมากในบัญชี

นี่เป็นสิ่งที่เขาเลือก และตัดสินใจแน่วแน่เลือกแนวชีวิตเช่นนี้แล้วอย่างตั้งใจ

ใ นฐานะเพื่อนรักของเขา ผมขออวยพรให้นายท่อก กระหล่ำปลีกุล ประสบความสำเร็จดั่งความตั้งใจ และยึดมั่นกับคุณค่าที่เขามีโดยไม่เสือมคลาย ส่วนผมจะขอสนับสนุนเขาอยู่ใกล้ๆ และสัญญาว่าจะคอยเฝ้าเตือนเขาด้วยใจบริสุทธิ์หากเขาออกนอกลู่นอกทาง

ขอให้โชคดีมีสุข

เขียนเสร็จเมื่อ 5 นาฬิกา 12 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของ
เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในช่วงฤดูร้อนที่ฝนตกและอากาศหนาวเย็น

Friday, June 10, 2005

สารท้าดวลจากกระต่ายน้อยถึงคุณTihtra

คุณTihtraครับ

ผมเองก็รู้จักกับคุณมานานในฐานะศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน

ช่วงที่คุณTihtraเติบโตขึ้นมาในสำนักของเรานั้น คุณTihtraเป็นคนที่โดดเด่นในระดับตำนานของสำนัก
ผมเองเมื่อก่อนก็ได้แต่ชื่นชมในความเก่งกาจรอบด้านของคุณ

หากจะเปรียบไปแล้วในช่วงที่เราเติบโตขึ้นมานั้น ผมเองไม่มีอะไรจะเทียบกับคุณได้เลย
ผมเหมือนหิ่งห้อย แต่คุณเหมือนแสงจันทร์
ผมเหมือนแสงเทียน แต่คุณเหมือนแสงอาทิตย์

แล้ววัยเด็กของเราก็ผ่านไป
เราทั้งคู่ต่างแยกทางกันไปรำเรียนวิชาในระดับสูงในสำนักที่แตกต่างกัน

ผมได้ผันตัวเองเข้าสู่พรรคชาวบ้าน ในขณะที่คุณได้เข้าพรรคที่ศิษย์ร่วมสำนักเราในวัยเด็กต่างใฝ่ฝันอย่างพรรคผู้ดี

และที่สำนักแห่งใหม่ของผมนี่เอง ที่ผมได้ฝึกฝนวิชาจนกลายเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของสำนัก

ณ ที่สำนักใหม่นี้ผมเองยังได้เจอกับคุณTihtraบ้าง แต่ก็น้อยครั้ง
อย่างไรก็ดีผมก็ทราบข่าวมาบ้างว่าคุณTihtraก็ไปได้ดีในสำนักแห่งใหม่เช่นกัน

ชะตากรรมของสองเราดูเหมือนว่าจะแยกออกจากกัน

แต่ก็เป็นเรื่องชะตากรรมอีกเช่นกัน ที่วันหนึ่งนำพาให้ผมกับคุณกลับมาพบกันจนได้
และยังเป็นการวนเวียนกลับมาพบกันแบบเหลือเชื่อ

ผมรู้สึกดีใจทีได้เจอคุณอีกครั้ง
และเมื่อคุณส่งสารท้าดวลมาถึงผม...ว่าเราควรจะมีBlogไว้ประลองปัญญา(อ่อน)กัน

ผมก็ไม่ขอรอช้าที่จะตอบรับคำถ้าของคุณแต่โดยดี เพราะผมก็มั่นใจว่าวันนี้วิทยายุทธ์ของผมก็ได้พัฒนาขึ้นมาก จนน่าจะเพียงพอที่จะต่อกรกับคุณ

ในขั้นแรกคุณบอกว่าคุณจะเป็นคนเริ่มก่อน
แต่นั่นเป็นการหยามกันอย่างมาก เพราะคุณกำลังแย่งผม ซึ่งเป็นคนชอบเปิดซิง

เพราะฉะนั้นผมจึงถือโอกาสที่สร้างบล็อคนี่ขึ้นมาในวันแรกเขียนสารนี้ถึงคุณก่อน

ยินดีที่จะได้ประลองกับคุณเสียที บุรุษในตำนานที่ผมเคยแต่แหงนหน้าขึ้นไปมอง

เราคงมีเรื่องสนุกๆให้ทำกันเยอะที่นี่

ป.ล.ไอ้เอี้ย ตอนแรกกูยังเขียนไม่เสร็จเลยเสือกโพสมาก่อน กูเลยต้องรีบปั่นเลย

กระต่ายน้อย